Wednesday, December 20, 2006

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่/ Khao Yai National Park



พอดีว่าจะไปเที่ยวเขาใหญ๋กับเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศกันวันพรุ่งนี้นะคะ เลยเอาข้อมูลเขาใหญ่มาให้ดูกัน ไม่รู้ว่าอากาศจะหนาวขนาดไหนนะนี่...

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่


ข้อมูลทั่วไป อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีอาณาเขตครอบคลุม 11 อำเภอ ของ 4 จังหวัด คือ อำเภอมวกเหล็ก อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภอปากพลี อำเภอบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นป่าผืนใหญ่ตั้งอยู่ในเทือกเขาพนมดงรัก ในส่วนหนึ่งของดงพญาไฟหรือดงพญาเย็นในอดีต ประกอบด้วยขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนหลายลูก เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำมูล อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้างป่า กวางป่า เก้ง กระทิง เสือ ตลอดจนมีลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงาม มีเนื้อที่ 1,353,471.53 ไร่ หรือ 2,165.55 ตารางกิโลเมตร เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ราษฎรบ้านท่าด่านและบ้านท่าชัย จังหวัดนครนายก ได้บุกรุกถางป่าปลูกพริกปลูกข้าวบนเขาใหญ่ และจับจองพื้นที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนเขาใหญ่ ประมาณ 30 หลังคาเรือน ต่อมาได้พัฒนายกฐานะเป็นตำบลเขาใหญ่ ขึ้นอยู่กับอำเภอปากพลี ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าทำไร่เลื่อนลอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ต่อมากลายเป็นที่หลบซ่อนพักพิงของโจรผู้ร้าย และผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอาญาอยู่เนืองๆ เพราะการคมนาคมยากลำบาก ห่างไกลแหล่งชุมชนอื่นๆ ยากแก่การตรวจปราบปราม ด้วยเหตุนี้ทางราชการในสมัยนั้นจึงยุบตำบลเขาใหญ่ และให้ราษฎรที่อาศัยอยู่บนเขาใหญ่อพยพลงสู่ที่ราบ หมู่บ้านและไร่ที่ทำกินบริเวณป่าเขาใหญ่ จึงถูกทิ้งร้างกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาสลับกับป่าที่อุดมสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2502 ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปตรวจราชการทางภาคเหนือ เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะคุ้มครองรักษาธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ จึงได้ให้กระทรวงเกษตร และกระทรวงมหาดไทย ร่วมมือและประสานงานกันเพื่อจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นในประเทศไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2502 ให้กำหนดป่าเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระบุรี และป่าอื่นๆ ในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ รวม 14 ป่า เป็นอุทยานแห่งชาติ จากนั้นกรมป่าไม้ได้เริ่มเตรียมการและวางแผนการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น โดยได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจาก DR. GEORGE C. RUHLE ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุทยานแห่งชาติ ของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ( IUCN ) จากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อกรมป่าไม้ได้ดำเนินการสำรวจและวางแผนสำเร็จลงแล้ว จึงดำเนินการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาใหญ่ ในท้องที่ตำบลป่าขะ ตำบลบ้านพร้าว อำเภอบ้านนา ตำบลหนองแสง ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี ตำบลสาริกา ตำบลหินตั้ง ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม ตำบลสัมพันตา ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และตำบลมวกเหล็ก ตำบลซำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี รวมเนื้อที่ 1,355,468.75 ไร่ หรือ 2,168.75 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 79 ตอนที่ 86 ลงวันที่ 18 กันยายน 2505 นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย และได้รับสมญานามว่าเป็น “อุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน” ตลอดจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่สำคัญของโลก ต่อมากองทัพอากาศได้มีหนังสือ ที่ กษ 0379/15739 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2519 ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอกันพื้นที่ก่อสร้างสถานีเรดาร์และสถานีถ่ายทอดโทรคมนาคมออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2520 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2520 เห็นชอบให้กันพื้นที่ส่วนดังกล่าวได้ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าเขาใหญ่บางส่วน ในท้องที่ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 95 ตอนที่ 99 ลงวันที่ 21 กันยายน 2521 เป็นเนื้อที่ประมาณ 71 ไร่ 3 งาน 16 ตารางวา หรือ 0.1149 ตารางกิโลเมตร กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอใช้พื้นที่บางส่วนในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในท้องที่อำเภอปากพลี และอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 1,925 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา หรือ 3.0807 ตารางกิโลเมตร เพื่อก่อสร้างโครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประโยชน์ในการจัดแหล่งเก็บกักน้ำใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภค ตลอดจนการเพาะปลูก รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในเขตจังหวัดนครนายกเป็นประจำทุกปี คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ทำการก่อสร้างโครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งได้มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าเขาใหญ่บางส่วนในท้องที่ตำบลหินลาด อำเภอปากพลี และตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 119ก ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542

ลักษณะภูมิประเทศ สภาพทั่วๆ ไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งสูงโดดเด่นขึ้นมาจากที่ราบภาคกลางแล้วก่อตัวเป็นแนวเขตของที่ราบสูงโคราช มีเขาร่มเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร เขาแหลมสูง 1,326 เมตร เขาเขียวสูง 1,292 เมตร เขาสามยอดสูง 1,142 เมตร เขาฟ้าผ่าสูง 1,078 เมตร เขากำแพงสูง 875 เมตร เขาสมอปูนสูง 805 เมตร และเขาแก้วสูง 802 เมตร ซึ่งวัดความสูงจากระดับน้ำทะเลเป็นเกณฑ์ และยังประกอบด้วยทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ด้านทิศเหนือและตะวันออกพื้นที่จะลาดลง ทางทิศใต้และตะวันตกเป็นที่สูงชันไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารที่สำคัญถึง 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก อยู่ในพื้นที่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการเกษตรกรรมและระบบทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคนี้ แม่น้ำทั้ง 2 สายนี้ มาบรรจบกันที่จังหวัดฉะเชิงเทรา กลายเป็นแม่น้ำบางปะกงแล้วไหลลงสู่อ่าวไทย แม่น้ำลำตะคองและแม่น้ำพระเพลิง อยู่ในพื้นที่ทางทิศเหนือ ไหลไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของที่ราบสูงโคราช ไปบรรจบกับแม่น้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคอีสานตอนล่างไหลลงสู่แม่น้ำโขง ห้วยมวกเหล็ก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำไหลตลอดทั้งปีและให้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปศุสัตว์ของภูมิภาคนี้ ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอมวกเหล็ก

ลักษณะภูมิอากาศ
ด้วยสภาพป่าที่รกทึบและได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทำให้เกิดฝนตกชุกตามฤดูกาล อากาศไม่ร้อนจัดและหนาวจัดจนเกินไป จัดอยู่ในประเภทเย็นสบายตลอดทั้งปี เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวและประกอบกิจกรรมนันทนาการชนิดต่างๆ อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 23 องศาเซลเซียส ฤดูร้อน แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าวกว่าในที่อื่น แต่ที่เขาสูงบนเขาใหญ่อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อน เล่นน้ำในลำธารและนำอาหารไปรับประทาน ไม้ป่ามีดอกหลากสีบานสะพรั่งบ้างออกผลตามฤดูกาลฤดูฝน เป็นช่วงหนึ่งของปีที่สภาพบนเขาใหญ่ชุ่มฉ่ำ ป่าไม้ทุ่งหญ้าเขียวขจีสดสวย น้ำตกทุกแห่งไหลแรงส่งเสียงดังก้องป่าให้ชีวิตชีวาแก่ผู้ไปเยือน แม้การเดินทางจะลำบากกว่าปกติแต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ไม่ลดน้อยลงเลย ฤดูหนาว ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นฤดูที่นิยมไปเขาใหญ่มากที่สุด ท้องฟ้าสีครามแจ่มใสตัดกับสีเขียวขจีของป่าไม้ พยับหมอกที่ลอยเอื่อยไปตามทิวเขา ดวงอาทิตย์กลมโตอยู่เบื้องหน้าไกลโพ้น อากาศหนาวเย็นในเวลากลางคืน แต่รุ่งเช้าของวันใหม่จะพบกับธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างไปจากเมื่อวานอีกแบบหนึ่ง

พืชพรรณและสัตว์ป่า สภาพป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แบ่งออกๆได้เป็น ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ป่าเบญจพรรณแล้ง ลักษณะของป่าชนิดนี้อยู่ทางด้านทิศเหนือ ซึ่งมีระดับความสูงระหว่าง 200-600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วยไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ เช่น มะค่าโมง ประดู่ ตะแบก ตะเคียนหนู แดง นนทรี ซ้อ ปออีเก้ง สมอพิเภก ตะคล้ำ เป็นต้น พืชชั้นล่างมีไม้ไผ่และหญ้าต่างๆ รวมทั้งกล้วยไม้ด้วย ในฤดูแล้งป่าชนิดนี้จะมีไฟลุกลามเสมอ และตามพื้นป่าจะมีหินปูนผุดขึ้นอยู่ทั่วๆ ไปป่าดงดิบแล้ง ลักษณะป่าชนิดนี้มีอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ราบลูกเนินในระดับความสูง 200-600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไม้ชั้นบน ได้แก่ ยางนา พันจำ เคี่ยมคะนอง ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะแบก สมพง สองสลึง มะค่าโมง ปออีเก้ง สะตอ ซาก และคอแลน เป็นต้น ไม้ยืนต้นชั้นรองมี กะเบากลัก หลวงขี้อาย และกัดลิ้น เป็นต้น พืชจำพวกปาล์ม เช่น หมากลิง และลาน พืชชั้นล่างประกอบด้วยพืชจำพวกมะพร้าว นกคุ้ม พวกขิง ข่า กล้วยป่า และเตย เป็นต้นป่าดงดิบชื้น ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าที่อยู่ในระดับความสูง 400-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จะมีชนิดไม้คล้ายคลึงกับป่าดงดิบแล้ง เพียงแต่ว่าไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ยางกล่อง ยางขน ยางเสี้ยน และกระบาก โดยเฉพาะพื้นที่ถูกรบกวนจะพบ ชมพูป่าและกระทุ่มน้ำขึ้นอยู่ทั่วไป พรรณไม้ผลัดใบ เช่น ปออีเก้ง สมพง และกว้าว แทบจะไม่พบเลย บริเวณริมลำธารมักจะมีไผ่ลำใหญ่ๆ คือ ไผ่ลำมะลอกขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ป่าดิบชื้นบนที่สูงขึ้นไปจะมียางปายและยางควน นอกจากไม้ยางแล้วไม้ชั้นบนชนิดอื่นๆ ยังมี เคี่ยมคะนอง ปรก บรมือ จำปีป่า พะดง และทะโล้ ไม้ชั้นรอง ได้แก่ ก่อน้ำ ก่อรัก ก่อด่าง และก่อเดือย ขึ้นปะปนกันป่าดิบเขา ป่าชนิดนี้เกิดอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นบนภูเขาสูง ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป สภาพป่าแตกต่างไปจากป่าดงดิบชื้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เลย พรรณไม้ที่พบเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น พญาไม้ มะขามป้อมดง ขุนไม้ และสนสามพันปี และไม้ก่อชนิดต่างๆ ที่พบขึ้นในป่าดงดิบชื้น นอกจากก่อน้ำและก่อต่างๆ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 600-900 เมตรเท่านั้น ตามเขาสูงจะพบต้นกำลังเสือโคร่งขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม้ชั้นรอง ได้แก่ เก็ดล้าน ส้มแปะ แกนมอ เพลาจังหัน และหว้า พืชชั้นล่าง ได้แก่ ต้างผา กำลังกาสาตัวผู้ กูด และกล้วยไม้ดิน ทุ่งหญ้าและป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นผลเสียเนื่องจากการทำไร่เลื่อนลอยในอดีต ก่อนมีการจัดตั้งป่าเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติได้มีราษฎรอาศัยอยู่และได้แผ้วถางป่าทำไร่ เมื่อมีการอพยพราษฎรลงไปสู่ที่ราบ บริเวณไร่ดังกล่าวถูกปล่อยทิ้ง ต่อมามีสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาเสียส่วนใหญ่ บางแห่งมีหญ้าแขม หญ้าพง หญ้าขนตาช้างเลา และตองกง และยังมีกูดชนิดต่างๆ ขึ้นปะปนอยู่ด้วย เช่น โขนใหญ่ กูดปี้ด โขนผี กูดงอดแงด และกูดตีนกวางเนื่องจากในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีการป้องกันไฟป่าเป็นอย่างดี พื้นที่ป่าหญ้าหรือป่าเหล่านี้จึงไม่ถูกรบกวนจากไฟป่าเลย ดังนั้น จึงมีพันธุ์ไม้เบิกนำจำนวนไม่น้อย แพร่พันธุ์กระจัดกระจายทั่วไป เช่น สอยดาว บรมือ ลำพูป่า เลี่ยน ปอหู ตลงแตบ ฯลฯ ปัจจุบันพื้นที่ป่าทุ่งหญ้าบางแห่งได้กลับฟื้นคืนสภาพเป็นป่าละเมาะบ้างแล้ว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก ในบางโอกาสขณะขับรถยนต์ไปตามถนน จะสามารถเห็นสัตว์ป่าเดินผ่านหรือออกหากินตามทุ่งหญ้า หรืออาจจะเห็นโขลงช้างออกหากินริมถนน ลูกช้างเล็กๆ ซนและน่ารักมาก บริเวณตั้งแต่ที่ชมวิวกิโลเมตรที่ 30 จนถึงปากทางเข้าหนองผักชี ตลอดจนโป่งต้นไทร ในปัจจุบันถ้าขับรถยนต์ขึ้นเขาใหญ่ทางด่านตรวจเนินหอมข้ามสะพานคลองสามสิบไปแล้ว สามารถเห็นโขลงช้างได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในตอนกลางคืนจากการศึกษาตามโครงการการอนุรักษ์ช้างป่า และการจัดการพื้นที่ป้องกัน (ELEPHANT CONSERVATION AND PROTECTED AREA MANAGMENT) โดย MR. ROBERT J. DOBIAS ภายใต้ความร่วมมือของ WWF และ IUCN ในปี พ.ศ.2527-2528 พบว่า มีจำนวนประมาณ 250 เชือก สัตว์ป่าที่สามารถพบได้บ่อยๆ และตามโอกาสอำนวย ได้แก่ เก้ง กวาง ตามทุ่งหญ้าทั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังพบ เสือโคร่ง กระทิง เลียงผา หมี เม่น ชะนี พญากระรอก หมาไม้ ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า นกชนิดต่างๆ จำนวน 250 ชนิด จากจำนวนไม่น้อยกว่า 340 ชนิด ที่สำรวจพบอาศัยอยู่บริเวณป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารและที่อาศัยอย่างถาวร นกที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกเงือก นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ นกเงือกทั้ง 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกแก๊ก และนกเงือกสีน้ำตาล ที่พบบนเขาใหญ่นับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักดูนกเป็นอย่างดี เพราะพบเห็นได้ทั่วไป พวกแมลงที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด ที่สวยงามและพบเห็นบ่อยได้แก่ ผีเสื้อ มีรายงานพบกว่า 216 ชนิดเมื่อเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ควรติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูล ชมนิทรรศการ และขอเอกสารได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญนั้นก็คือ น้ำตกที่สวยงาม มีน้ำตกน้อยใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งสำรวจพบและทำเส้นทางเดินเท้าไปถึงแล้วประมาณ 30 แห่ง ที่มีความสวยงามแตกต่างกันไปตามสภาพธรรมชาติของภูมิประเทศ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

ด้านธรรมชาติที่สวยงาม

  • น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3099 จากจังหวัดนครนายกถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 11 มีทางแยก ให้ตรงไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3040 อีกประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกสาริกา น้ำตกสาริกาไหลตกมาจากหน้าผาสูงชันประมาณ 100 เมตร มีแอ่งน้ำให้เล่นได้ตั้งแต่น้ำตกชั้นล่างเป็นต้นไป

  • น้ำตกกองแก้ว เป็นน้ำตกเตี้ยๆ ที่เกิดจากห้วยลำตะคอง ในฤดูฝนจะดูสวยงามมากเหมาะสำหรับการเล่นน้ำ ใกล้บริเวณน้ำตกจะมีสะพานแขวนลำห้วยถึง 2 สะพาน ห้วยลำตะคอง เป็นแนวแบ่งเขต 2 จังหวัด คือ จังหวัดนครนายกและจังหวัดนครราชสีมา น้ำตกแห่งนี้อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ประมาณ 100 เมตร

  • น้ำตกผากล้วยไม้ เป็นน้ำตกขนาดกลางที่อยู่ในห้วยลำตะคองเช่นเดียวกัน ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ประมาณ 7 กิโลเมตร สามารถเข้าถึงได้โดยทางรถยนต์และทางเดินเท้า ทางเดินเริ่มจากจุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้ไปประมาณ 1.2 กิโลเมตร โดยเดินเลียบไปตามห้วยลำตะคองที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ใหญ่ร่มครึ้ม มีโอกาสพบนกหลายชนิด เช่น นกกางเขนน้ำหลังเทา นกกะรางคอดำ นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ ฯลฯ น้ำตกผากล้วยไม้มีลักษณะเป็นหน้าผาลดหลั่นกันลงมา สูงประมาณ 10 เมตร ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำกว้างมาก เหมาะสำหรับเล่นน้ำ ตามหน้าผาและคบไม้บริเวณน้ำตกพบกล้วยไม้นานาชนิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก กล้วยไม้ที่โดดเด่นที่สุด คือ หวายแดง ที่จะออกดอกสีแดงเป็นช่อยาวในช่วงหน้าร้อน

  • น้ำตกเหวสุวัต เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วๆ ไป น้ำตกเหวสุวัตนี้อยู่สุดถนนธนะรัชต์ หรือจะเดินเท้าต่อจากน้ำตกผากล้วยไม้ไปก็ได้ ประมาณ 3 กิโลเมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นสายน้ำตกลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 20 เมตรเศษ บริเวณด้านล่างของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำและลำธารเหมาะที่จะลงเล่นน้ำ แต่สำหรับฤดูฝนน้ำจะมากและไหลแรงน้ำค่อนข้างเย็นจัด

  • น้ำตกเหวนรก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุด อยู่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกสูงประมาณ 60 เมตร เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้จะพุ่งไหลลงสู่หน้าผาชั้นที่ 2 และ 3 ที่อยู่ถัดลงไปใกล้ ๆ กันในลักษณะการไหลตก 90 องศา รวมความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เมตร เป็นสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่าง ในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงมากจนดูน่ากลัว

  • น้ำตกไม้ปล้อง เป็นน้ำตกที่มีทั้งหมด 5 ชั้น ไหลลดหลั่นกันลงมา ชั้นสูงสุดไม่เกิน 12 เมตร มีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำตกเหวนรกหรือเหวสุวัต จะพบความความงามตลอดเส้นทางเดินเท้า ประกอบด้วยโขดหินเล็กใหญ่และลำธารที่สวยงาม การเดินทางไปยังน้ำตกแห่งนี้เริ่มต้นที่วังตะไคร้ โดยการเดินเท้าตามเส้นทางเดินเท้าระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร ผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.13 (นางรอง)

  • น้ำตกวังเหว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีความกว้างประมาณ 40-60 เมตร ในฤดูฝนมีน้ำมากและไหลแรง อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ. 9 (ใสใหญ่) ประมาณ 17 กิโลเมตร อยู่ใจกลางป่าทางด้านทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การเดินทางจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยไปพักค้างแรมในป่าเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเวลาการเดินทางจะพบกับพันธุ์ไม้นานาชนิด และแก่งหินที่สวยงามตามธรรมชาติ นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง

  • น้ำตกตะคร้อ น้ำตกสลัดได และ น้ำตกส้มป่อย เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่สวยงามอยู่ใกล้กับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ขญ.10 (ประจันตคาม) เหมาะสำหรับพักผ่อนเล่นน้ำ ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวในท้องถิ่นและใกล้เคียงไปเที่ยวชมและเล่นน้ำตกนี้ โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวจากถิ่นอื่นไปเที่ยวชมมากเช่นกัน

  • น้ำตกแก่งกฤษณา น้ำตกเหวจั๊กจั่น เป็นน้ำตกขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มีความงดงามไม่แพ้แห่งอื่นๆ เหมาะสำหรับการพักแรมในป่า และชมทิวทัศน์ธรรมชาติรอบกายอย่างเพลิดเพลินใจ

  • น้ำตกผาไทรคู่ น้ำตกผากระชาย น้ำตกผาด่านช้าง และน้ำตกผามะนาวยักษ์ เป็นน้ำตกขนาดกลางที่เกิดจากห้วยโกรกเด้ ลักษณะไหลลาดไปตามผาหินที่สูงชัน เหมาะสำหรับผู้ชอบผจญภัยค้างแรมในป่า อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ. 3 (ตะเคียนงาม) ประมาณ 5 กิโลเมตร

  • แก่งหินเพิง เป็นแก่งหินที่มีความยาวและใหญ่ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ. 9 (ใสใหญ่) ประมาณ 3 กิโลเมตร แม่น้ำใสใหญ่ในบริเวณนี้เต็มไปด้วยแก่งหินเรียงรายตลอดระยะทาง 2.5 กิโลเมตร สายน้ำไหลลดหลั่นกันคล้ายขั้นบันได เป็นสถานที่ที่เหมาะในการล่องแก่งด้วยเรือยาง

  • น้ำตกเหวไทร เป็นน้ำตกอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ทางใต้ถัดไปจากน้ำตกเหวสุวัต ห่างจากน้ำตกเหวสุวัตทางประมาณ 700 เมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นหน้าผากว้างเต็มลำห้วย สูงประมาณ 5 เมตร ในฤดูฝนน้ำตกนี้จะไหลแรงเต็มหน้าผาสวยงามน่าชมมาก การเดินทางไปน้ำตกเหวไทรไปได้ 2 เส้นทาง คือ เดินเท้าต่อไปจากเหวสุวัตระยะทางประมาณ 700 เมตร หรือจะเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ไปตามเส้นทางเดินเท้าเส้นกองแก้ว-เหวสุวัตก็ได้ ระยะทางประมาณ 8.3 กม. ตามสองข้างทางเดินที่ผ่านไปจะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สมุนไพร และเห็ดป่า เป็นต้น

  • น้ำตกเหวประทุน เป็นน้ำตกที่อยู่ในห้วยลำตะคองอีกแห่งเหมือนกัน อยู่ถัดจากน้ำตกเหวไทรประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ สามารถเดินทางจากน้ำตกเหวสุวัตไปก็ได้ หรือจะเดินจากบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ไปก็ได้ เดินตามเส้นทางเดินเท้าเส้นกองแก้ว-เหวสุวัต ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางสามารถพนร่องรอยของสัตว์ป่าได้ง่าย เช่น รอยหมูป่า ด่านช้าง น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นหน้าผา กว้างและสูงสวยงามมาก

  • น้ำตกตาดมะนาว เป็นน้ำตกขนาดเล็กๆ ที่สวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เดินไปตามเส้นทางเดินเท้าออกจากด้านหลังโภชนาการ ททท. เขาใหญ่ (เดิม) ประมาณ 5-6 กิโลเมตร จะผ่านป่าดงดิบชื้นที่มีพันธุ์ไม้เล็กใหญ่และไม้สมุนไพรที่น่าสนใจศึกษา

  • น้ำตกตาดตาภู่ น้ำตกนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เกิดจากห้วยระย้าเป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นโขดหินและลาดหินที่มีน้ำไหลหลั่นเป็นทอดลาดเอียงไปข้างล่างประมาณ 100 เมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบพักค้างแรมในป่า ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใกล้ๆ น้ำตกจะมีทุ่งหญ้าสลับกับป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่านานาชนิด ที่เห็นประจำ ได้แก่ เก้ง กวาง ช้างป่า กระทิง นกนานาชนิด เป็นต้น

  • น้ำตกตาดตาคง เป็นน้ำตกที่งดงามและสูงอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ถัดไปจากน้ำตกตาดตาภู่ประมาณ 4 กิโลเมตรเศษ การเดินทางจะเริ่มต้นที่ด้านหลังของโภชนาการ ททท. เขาใหญ่ (เดิม) ก็ได้ ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร หรือจะเริ่มที่ กม. 5.5 ถนนเขาใหญ่-ปราจีนบุรีก็ได้ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร

  • กลุ่มน้ำตกผาตะแบก น้ำตกกลุ่มนี้เป็นน้ำตกขนาดไม่เล็กมากนัก เกิดบนห้วยน้ำซับลักษณะของน้ำตกเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงไป 5 ชั้น จากปากทางเข้าบนถนนสายเขาใหญ่-ปราจีนบุรี ช่วงระหว่าง กม. 6.5-7 จะมีทางเดินเท้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จัดทำเอาไว้ เดินเข้าไปเพียง 500 เมตร ก็จะถึงน้ำตกแห่งแรก คือ น้ำตกผากระจายและเดินต่อไปอีกจะถึงน้ำตกผาหินขวาง น้ำตกผารากไทร น้ำตกผาชมพู และน้ำตกผาตะแบก รวมระยะทางในการเดินเท้าทั้งสิ้นประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ

  • จุดชมทิวทัศน์ กม.30กิโลเมตรที่ 30 ถนนธนะรัชต์ สามารถชมทิวทัศน์ด้านทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้เป็นบริเวณกว้างและสวยงาม

  • จุดชมทิวทัศน์เขาเขียว (ผาเดียวดาย) จุดชมทิวทัศน์เขาเขียว (ผาเดียวดาย) นับเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามน่าชม มีลักษณะคล้ายผานกเค้าที่ภูกระดึง จะมองเห็นภูเขาร่มขวางอยู่เป็นแนวยาวและทิวทัศน์ที่สวยงามด้านจังหวัดปราจีนบุรี ตอนเช้าตรู่จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเป็นดวงกลมสีแดงเหนือสันเขาร่มที่สวยงาม

  • เส้นทางถึงยอดเขาเขียวมีระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร บริเวณช่วงกิโลเมตรที่ 9 มีเส้นทางลงสู่จุดชมทิวทัศน์ผาเดียวดาย ผ่านป่าดิบเขาที่ชุ่มชื้นและอากาศเย็นตลอดปี ตามต้นไม้และโขดหินมีมอสและตะไคร่ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป บริเวณนี้จะพบนกบนที่สูงหลายชนิด เช่น นกปรอดดำ นกเปล้าหางพลั่ว นกแซงแซวหางบ่วงเล็ก เป็นต้น

  • หอดูสัตว์ เป็นสถานที่จัดทำขึ้นสำหรับการซุ่มดูสัตว์ป่า ผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 18.00 น. ได้แก่ หอดูสัตว์หนองผักชี อยู่บริเวณหนองผักชี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำของสัตว์ป่ารอบๆ หนองน้ำ เป็นทุ่งหญ้าคากว้างใหญ่ มีโป่งสัตว์ ปากทางเข้าอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 35 - 36 ถนนธนะรัชต์ เดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร, หอดูสัตว์มอสิงโต อยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำมอสิงโต รอบๆ มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าโล่งที่เหมาะสำหรับซุ่มดูสัตว์ป่าที่มากินดินโป่ง ซึ่งเป็นดินที่มีแร่ธาตุสำคัญของสัตว์กินพืช อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ ประมาณ 500 เมตร, นอกจากนี้ในบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) ยังได้จัดให้มีหอดูสัตว์ชมกระทิง โดยอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในทุ่งหญ้าติดชายป่า เชิงสันเขากำแพง มีทิวทัศน์สวยงามมาก ในเวลาเย็นจะมีฝูงกระทิงออกหากินบริเวณใกล้ๆ สามารถชมจากหอดูสัตว์นี้ได้ชัดเจน

  • เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว-น้ำตกกองแก้ว ระยะทางประมาณ 1,200 เมตร เส้นทางนี้จะปูด้วยอิฐตัวหนอน มีป้ายสื่อความหมายตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินเองได้

  • เส้นทางเดินป่าประเภทไม่พักแรม การเดินป่าศึกษาธรรมชาติในเส้นทางเดินป่าประเภทไม่พักแรมนี้ ผู้ที่สนใจต้องติดต่อขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าไป ดังนี้ - เส้นทางดงติ้ว-มอสิงโต ระยะทาง 2 กิโลเมตร ผ่านป่าดงดิบเลียบริมห้วย มีไม้ใหญ่ที่เป็นจุดเด่น คือ ต้นสมพงขนาดยักษ์ มีพูพอนสูงท่วมหัวคน - เส้นทางสายดงติ้ว-หนองผักชี ระยะทาง 4 กิโลเมตร ทางช่วงแรกใช้ทางเดียวกับเส้นมอสิงโต จากนั้นจะผ่านป่าดงดิบที่มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ จนไปถึงหอดูสัตว์หนองผักชี - เส้นผากล้วยไม้-เหวสุวัต ระยะทาง 3 กิโลเมตร ทางเลียบริมห้วย ริมทางมีเห็ดมากมายหลายชนิด อาจได้พบสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ริมน้ำ เช่น ตะกอง นาก - เส้นทาง กม.33-หนองผักชี ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ทางผ่านป่าดงดิบที่มีต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ เช่น ไทร หว้า กะเพราต้น เถาวัลย์มากมายหลายชนิดนอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินป่าที่น่าสนใจ คือ เส้นทางวังจำปี-หนองผักชี และเส้นทางกองแก้ว-เหวสุวัต.

  • เส้นทางเดินป่าประเภทท่องไพร เส้นทางเดินป่าระยะไกล เป็นเส้นทางที่ต้องมีการพักแรมในป่า โดยมากเป็นเส้นทางที่อยู่รอบอุทยานแห่งชาติ ใช้เวลาค้างคืน ผู้สนใจสามารถติดต่อเดินป่าได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติใกล้เคียงและที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เช่น เส้นทางเขาสมอปูน ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนที่สูง 805 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนสันเขาเป็นที่ราบสลับกับป่าโปร่ง ช่วงปลายฝนต้นหนาว ราวเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ดอกไม้ป่า เช่น หงอนไก่ กระดุมเงิน หญ้าข้าวก่ำ จะพร้อมใจกันบานอวดดอกสวยสะพรั่ง เริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.12 (เนินหอม) เดินไต่ระดับความสูงแล้วลัดเลาไปตามหน้าผา ผ่านลานสุริยัน ทุ่งพรหมจรรย์ น้ำตกหินดาด น้ำตกบังเอิญ น้ำตกเหวอีอ่ำ และสิ้นสุดที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.10 (ประจันตคาม) ใช้เวลาเดินทาง 4 วัน 3 คืน
    เส้นทางคลองปลากั้ง-น้ำตกวังเหว-รอยเท้าไดโนเสาร์-แก่งหินเพิง เริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) ไต่ระดับความสูงขึ้นสันกำแพง จะพบพื้นที่ราบบนหลังแปที่มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่แซมด้วยดอกไม้ป่า กล้วยไม้ป่า ต่อจากนี้ก็จะพบน้ำตกวังเหว ไปตามลำธารประมาณ 2 กิโลเมตร จะพบรอยเท้าไดโนเสาร์พันธุ์กินเนื้อที่ชัดเจนบนโขดหินริมธาร ผ่านป่าดงดิบลัดเลาไปตามสันเขาไปข้ามลำน้ำที่แก่งกลีบสมุทร วันสุดท้ายออกจากป่าดงดิบถึงแก่งหินเพิง ซึ่งสามารถล่องแก่งในระยะ 3 กิโลเมตร มาขึ้นฝั่งที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ. 9 (ใสใหญ่) ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน
    เส้นทางคลองสะท้อน-แก่งยาว ระยะทาง 15 กิโลเมตร สามารถใช้เวลาแบบเดินทางแบบเช้าไป-เย็นกลับ หรือพักแรม 1 คืนก็ได้
    เส้นทางโป่งตาลอง-น้ำตกผาด่านช้าง-น้ำตกผามะนาวยักษ์-น้ำตกไทรคู่-น้ำตกผากระชาย ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน
    เส้นทางกลุ่มน้ำตกในตำบลบุฝ้าย อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน
    นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินป่าระยะไกลที่น่าสนใจ คือ เส้นทางน้ำตกนางรอง-ศูนย์ฝึกอบรมการป่าไม้เขาใหญ่ เส้นทางบ้านคลองเดื่อ-เขาแหลม-เหวสุวัต และเส้นทางซับใต้-เหวกระถิน-เขาสามยอด

  • เส้นทางดูนก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งที่พบนกมากกว่า 340 ชนิด ทั้งนกอพยพและนกประจำถิ่น เขาใหญ่เป็นแหล่งดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เส้นทางดูนกจะอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่-ค่ายพักกองแก้ว ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่-มอสิงโต สองข้างทางถนน บริเวณสนามกอล์ฟ (เดิม) ผากล้วยไม้-เหวสุวัต ด่านช้าง-บึงไผ่ และเขาเขียว

  • น้ำตกธารทิพย์ เป็นน้ำตกเล็กๆ ไหลมาตามลานหินกว้างเป็นทางยาว จากนั้นสายน้ำจะไหลผ่านช่องเขาแคบที่ขนาบข้างก่อนตกลงเป็นน้ำตกสูง 5 เมตร จากน้ำตกธารทิพย์มีทางเดินป่าไปอีก 4 กิโลเมตร ถึงน้ำตกเหวอีอ่ำ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง มีความสูงประมาณ 25 เมตร ผู้สนใจติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ. 10 (ประจันตคาม)

  • ส่องสัตว์ เป็นกิจกรรมที่ใช้ไฟส่องสัตว์ในเวลากลางคืนไปตามถนนสองข้างทาง จะพบสัตว์ที่เลี่ยงหากินกลางวันมาหากินกลางคืน เช่น เม่น ชะมด นกฮูก บ่าง หมีขอ ฯลฯ สามารถติดต่อขออนุญาตได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ก่อนเวลา 18.00 น. ทุกวัน

  • สถานที่ติดต่ออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตู้ ปณ. 9 อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา 30130โทรศัพท์ 0 1877 3127, 0 6092 6531, 0 3731 9002 โทรสาร 0 4429 7406, 0 4429 7426 อีเมล khaoyai_np@hotmail.com

  • การเดินทาง รถยนต์ การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นับว่าสะดวกสบาย เพราะมีระบบการคมนาคมอย่างดีติดต่อกับชุมชมอื่นๆ อย่างทั่วถึง สามารถเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวจากกรุงเทพฯ อาจใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเศษ หรือน้อยกว่า โดยเริ่มจาก • ถนนพหลโยธินผ่านรังสิตถึงสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพผ่านมวกเหล็กและเลี้ยวขวาอีกครั้งหนึ่งตรงทางแยกก่อนถึงอำเภอปากช่องตรงกิโลเมตรที่ 58 เข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2090 (ถนนธนะรัชต์) ประมาณ 25 กิโลเมตร ถึงด่านตรวจ จากนั้นเส้นทางจะไต่ขึ้นเขาไปอีก 12 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 200 กิโลเมตร • ถนนพหลโยธินผ่านรังสิต ผ่านหนองแค เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 แล้วเปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) ผ่านตัวเมืองนครนายกถึงสี่แยกเนินหอม หรือวงเวียนนเรศวร ก่อนเข้าตัวเมืองปราจีนบุรีเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3077 (ถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่) ถึงด่านตรวจเนินหอม ถนนเริ่มเข้าสู่ป่าและไต่ขึ้นที่สูง รวมระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร • ถนนพหลโยธิน เลี้ยวขวาบริเวณรังสิต เข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 มุ่งสู่ตัวเมืองนครนายก แล้วเปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) ถึงสี่แยกเนินหอมหรือวงเวียนนเรศวร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่ รวมระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร หมายเหตุ : ด่านตรวจทั้งสองด้านของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะเปิดเวลา 6.00 น. และจะปิดเวลา 21.00 น.

  • รถโดยสารประจำทางจากกรุงเทพฯ เดินทางโดยรถประจำทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ลงที่อำเภอปากช่อง จะมีรถบริการขึ้นเขาใหญ่ออกจากปากช่อง วันธรรมดาวันละ 2 เที่ยว คือ 12.00 น. และเวลา 17.00 น. หรืออาจจะจ้างเหมารถบรรทุกเล็กรับจ้างขึ้นเขาใหญ่ก็ได้

  • ที่พักแรม/บ้านพัก มีบ้านพัก บ้านพักเรือนแถว และค่ายพักแรม ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว จำนวน 4 โซน ได้แก่ โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โซนบนเขา-จุดชมวิว โซนค่ายสุรัสวดี และโซนบ้านธนะรัตน์ และละโซนอยู่ห่างกันพอสมควร ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จองที่พัก-บริการไว้แล้ว ควรติดต่อที่เจ้าหน้าที่งานบ้านพักและบริการของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อน เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้มอบกุญแจที่พัก แนะนำเส้นทางเข้าที่พัก และคำแนะนำอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

  • สถานที่กางเต็นท์/เต็นท์ อุทยานแห่งชาติจัดเตรียมเต็นท์และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง สำหรับอัตราค่าบริการอยู่ระหว่าง 250-800 บาท ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของเต็นท์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ กรณีที่นำเต็นท์ไปกางเอง ต้องเสียค่าบริการสถานที่ 30 บาท/คน/คืน หากไม่มีเครื่องนอนก็ใช้บริการเครื่องนอนและอุปกรณ์สนามของอุทยานฯ

  • ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อยู่ใกล้กับที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีขนาดใหญ่พอที่จะรับนักท่องเที่ยวได้ครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 150 คน บริเวณนี้มีห้องประชุมซึ่งสามารถบรรจุคนได้ถึง 100 คน ใช้สำหรับเป็นที่ประชุมบรรยาย ฉายสไลด์และภาพยนตร์

General Information Khao Yai is Thailand’s oldest National Park, September 1962. In 1982 it was enlisted as an ASEAN heritage site due to its variety of flora and fauna, and is now world - famous. Khao Yai has also been nominated as a World Heritage Site. It is Thailand’s third largest Nation Park, covering an area of 2,165.55 sq.km. and its highest peak, Khao Rom, reaches an elevation of 1,351 m. above sea level. Khao Yai is part of the Dongrak Range, which forms a mountainous wall fencing the northeast plateau form the central plain of Thailand. Park headquarters are situated roughly 200 km northeast of Bangkok. The park extends across four provinces: Saraburi, Nakhon Nayok, Nakhon Ratchasima and Prachinburi. Khao Yai has many attractions, including waterfalls, a rich diversity of plants [approx. 2,000 species], plentiful wildlife and an interesting cultural history. It is easy to understand why Khao Yai is Thailand‘s most popular National Park.Khao Yai National Park is one of six related areas under the management of National Parks, Wildlife and plant Conservation Department, which together constitute Queen sirikit‘s dong phayayen – Khao Yai Forest Complex, in recognition of Her Majesty the Queen’s 72nd birthday anniversary. The other five areas are Pangsida National Park; Ta Phraya National Park; Thap Lan National Park: Phraputtachai National Park; Phraputtachai National Park and Dongyai Wildlife Sanctuary. See the relevant brochures for more information on each area. Cultural Interest: Khao Yai National Park retains evidence of a recent human history which stretches back at least 100 years. In 1902, 30 families from the nakhon Nayok Province moved to the Khao Yai hills. Here, they farmed rice, hunted and collected forest products for sale. Due to lack of transport and road access, the village become a hideout for bandits and criminals in the early 1950s, including political criminals. By the end of 1961, The government dissolved the village, forcing the villagers to return to the lowlands.Look for evidence of the villages and farms, which survive today, in the form of grasslands that can be seen along the roar near the park headquarters.

Topography Khao Yai National Park consists of complicated mountains such as Khao Rom, the highest about 1,351 meters, Khao Lam about 1,326 meters, Khao Keaw about 1,292 meters, Khao Sam Yod about 1,142 meters, Khao Far Pha about 1,078 meters, Khao Kampang about 875 meters, Khao Samor Poon about 805 meters and Khao Kaew about 802 meters above sea level. Moreover, the area has vastly grassy field alternating with productive forest. The north and the east part are smoothly sloping down, while the south and the west part are rising up. The area is the source of five main rivers as follows.

1) Prachin Buri River

2.) Nakhon Nayok River situated in the south part and important for local agriculture and economy, meet each other in Chachoengsao District to become Bangpakong River go to the Gulf of Thailand.

3) Lam Ta Kong River

4) Praplerng River, in the north part, go to maintain the agriculture of Korat Plateau and meet Moon River, the main river of Southern Isan that goes to Khong River.

5) Muag Lek Stream, located in the northwest part and going to Pasak River in Muag Lek District, is valuable for local agriculture and cattle, and has water all the year round.

Climate Khao Yai has three main seasons, with an annual mean temperature of 23 ? C, though this varies greatly with the seasons. Rainy Season: May-October. During this season, it rains most days, resulting in stunning waterfalls. The atmosphere is humid, with average daytime temperatures of 27? C, In the humidity, flora and fauna flourish, whilst after the rain there is clean air and clear visibility (great for photograph!).Cold season: November- February. This is the most popular time to visit Khao Yai, as clear, sunny and cool weather are ideal for hiking and nice sunsets are common. The days average around 22? C, while the nights can drop to 10? C. Hot Season: March-April Even in the hot season, Khao Yai does not experience of heat felt elsewhere in the country. Daytime temperatures reach between a high 20? C, to a low 30? C, During this season it is dry and often windy. Waterfalls can be dry by April.

Flora and Fauna Tropical moist evergreen forest covers the central area of Khao Yai National Park. The rich diversity of plants (about 2,000 species) astound the new-comer. Towering trees draped in mosses, climbers and epiphytes, tangled trunks of the strangling figs, drooping lianas and spiny rattan palms, delicate ferns, multicoloured lichens and an ever-changing array of fungi. There is aways something new to discover in the forest. The park has a diverse plant community, comprised of five main vegetation types: Dry Evergreen Forests: These forests cover the lower slopes of Khao Yai. There are a number of important plant species found within this type of forest, including Dipterocarps and Hopia. Bamboo is also often found in drier forests. Dry Deciduous Forests: These forests also cover the lower slopes of Khao Yai. The most important plant species found within Deciduous Forests include Afzelia, Xylia and Lagerstroemia. Tropical Moist Evergreen Forest: Tropical Moist Evergreen Forest covers around 70% of the park, including its central area. Dipterocarps are an important species found within these forests. Hill Evergreen Forests: This forest type grows above 1,000 m. In Hill Evergreen Forests, the trees are smaller and ferns, mosses and epiphytes abound. Lithocarps and Catanopsis are amongst the most important species found here. Grasslands: These areas are a unique habitat, and provide a grazing area year – round for some of the parks animals. Grassland provides a welcome relief to all the forest . The park mange (burn annually) the grassland to prevent trees from invading and to provide year round grazing for deer, elephants and guar. Wildlife is plentiful (70 mammal species, at least 74 species of herptile and thousands of invertebrates) but often hard to see. Sambar (large, gray-brown, often in groups) and barking deer (smaller, red-brown, usually in pairs or alone) are frequently seen in the grasslands or on spotlighting tours. Khao Yai’s forests are teeming with wildlife and birds. Look up and down and form side, tread softly, and listen carefully to discover the real movers and shakers in the forest. Gibbons provide an excellent morning wake-up call with their mournful hoots. Quiet, patient walkers may catch a glimpse of these tree-living apes. Macaques are often seen on the roadsides. Elephants are sometimes spotted at salt-licks or on the road in the evenings and lucky (?) tourists may spot a tiger in the grasslands during the evenings. Civets, squirrels, porcupines, and wild pigs add a bit of variety. Snakes and lizards usually make their presence known by a rustle in the undergrowth as you are walking. If you see a snake, treat it as dangerous unless you know otherwise!! Geckos are frequently seen catching insects on building walls and ceilings. Cicadas never stop their scratchy hum. Look up and down and from side to side to spot the real movers and shakers in the forest - the insects and invertebrates. Birds: We've got lots - over 320 species have been recorded. To the non-expert, birds are often just mysterious whistles, trills and calls, or a flutter of wings and a glimpse of colour. Patience is needed,good binoculars and a bird guide help. Roadsides, the old golf course, grasslands and the watching towers are good places to start . Hornbills are quite easy to spot, and hear the "gak gak gak" laugh of the Indian Pied (often seen in big flocks near Nong Pak Chi Tower in the evenings), or the deep resonant "gok…gok" of the Great Hornbill (usually seen in pairs or alone, the biggest of Khao Yai's hornbills) Bats: Nearly 1 million insecteating bats live in a cave on the edge of the Park. Drive about 3 km to the north of the Park Chong entrance gate and take a small track on the left-hand side just past a temple. A few hundred metres up here take a right-hand turn and follow the track to the end. You can climb the hill to the cave. Please do not enter the cave - you will disturb the bats. Allow them to come out for about 3 minutes before taking any flash photography. Aside Form the flora, fauna and history of Khao Yai, all of which constitute a visit in their own right, the park has many other special attractions which make it a must see on anyone’s list.Khao Yai is the source of five main rivers in the northeast of Thailand, including Prachinburi River, Nakhon Nayok River, Lam Ta Khong River, Phraphloeng River, and Muak Lek Stream. These watersheds flow to different areas in Thailand’s northeast and are particularly valuable for agriculture. The rivers provide the park with many spectacular waterfalls, including Heo Narok [the biggest and highest waterfall in the area] and Heo Suwat. Both can reached on day walk from park headquarters, and are best visited in the rainy or cold seasons. Please Select Attraction : + Historical Chao Por Khor Yai Shrine + The Beautiful of Nature Sarika Waterfall Kong Kaew Waterfall Pha Kluy Mai Waterfall Heaw Suwat Waterfall Heaw Narok Waterfall Mai Plong Waterfall Wang Heaw Waterfall Takro, Salad Dai, Sompoi Waterfall Krang Kritsana, Heaw Jukjun Waterfall Pha Sai Khul, Pha Krachai, Pha Dang Chang, Pha Ma Nao Pee Waterfall Kang Hin Perng Heaw Sai Waterfall Heaw Pratoon Waterfall Tat Manow Waterfall Tat Ta Phu Waterfall Tat Ta Kong Waterfall Pha Tabak Waterfall Group Km. 30 View Point Khao Khaew View Point Animal Observing Tower Natural Trail Hiking trail Trekking Trail Birding Trail Nang Rong Waterfall Tran Tip Waterfall Animal Observing

Chao Por Khor Yai Shrine Chao Por Khao Yai Shrine, built in 1962, is located on Thanarat Road Km. 24 from Pak Chong District. Traveler, who passes this way before entering the park, regularly stops by to worship and ask for one’s wish there.

Sarika Waterfall Sarika Waterfalls, situated in Nakhon Nayok Province, is the huge waterfalls very famous before the area has been declared a national park.

Kong Kaew Waterfall Kong Kaew Waterfall is a quite low waterfall, caused by Huy Lam Takong (Lam Takong Stream), the border between Nakhon Nayok Province and Nakhon Si Thamarat Province, which is beautiful and suitable for playing water especially in rainy season. The waterfall is situated 100 meters from Khao Yai National Park Office and Traveling Service Center.

Pha Kluy Mai Waterfall The waterfall is a medium-size waterfall, also caused by Huy Lam Takong (Lam Takong Stream), which has Wai Dang (Red Orchid) grow on its cliff and be the symbol of its area. The waterfall is situated seven kilometers from Khao Yai National Park Office and can be reached by car and walking.

Heaw Suwat Waterfall Being well known by many people, Heaw Suwat Waterfall is situated at the end of Thanarat Road and three kilometers from Pha Kluy Mai Waterfall by walking. There is water dropped from 20-meter high cliff onto a pond below which is appropriate for playing water but not in the rains because there are very much cold and heavily flowing water.

Heaw Narok Waterfall Heaw Narok Waterfall, the biggest and highest waterfall in this area, is situated in the south part of Khao Yai National Park. The waterfall is a three-level cascade, its water drops step by step from 60-meter high of first level to the second and third level with about 90 degrees, approximately 150 meters, to its very deep abyss which is very fearsome when the water falls heavily in the rains.

Mai Plong Waterfall Mai Plong Waterfall has been known for a long time, and improved to be a new traveling place. It is a five-level cascade, like Heaw Suwat Waterfall and Heaw Narok Waterfall, with its highest level is not more than 12 meters. Traveling to this place, traveler can find beautiful sceneries of rock and stream along the walking way 24 kilometers from Wang Ta Krai. For more information and guidance, please contact officer of Khao Yai National Park Office 9 (Nang Rong).

Wang Heaw Waterfall Wang Heaw Waterfall, a huge waterfall about 40-60 meters wide, in the middle of the eastern forest of Khao Yai National Park, is situated about 17 kilometers from Khao Yai National Park Office 6 (Sai Yai) and has more and heavy water in the rains. The area is suitable for adventuring and camping lover because traveler has to spend about two days of walk to travel there. Along the trek, traveler can see many kinds of plants, naturally beautiful rock and scenries. This is one of the beautiful waterfalls.

Takro, Salad Dai, Sompoi Waterfall They are beautiful waterfalls, near ranger station 7 (Prachanta Kham), which are suitable for playing water. Every day, there not only are many local travelers coming to enjoy and play water, but also faraway travelers especially on weekend.

Krang Kritsana, Heaw Jukjun Waterfall They are big and small waterfall which are as beautiful as others, especially about-25-meter Heaw E-um Waterfall. The area is suitable for camping and enjoying sceneries.

Pha Sai Khul, Pha Krachai, Pha Dang Chang, Pha Ma Nao Pee Waterfall The medium-size waterfalls, in Khao Lam Mountain in the north part of Khao Yai national park, are caused by Krokde Stream dropping from 15 meters and flowing on rock surface. The waterfalls, which have unique beautifulness. There are suitable for camping lover.

Kang Hin Perng Kang Hin Perng, five kilometers from Khao Yai Forest Reservation Office 2 (Pha Kradart), is a big rapids water which drop down looks like stair, and famous place for shooting the rapids by boat.

Heaw Sai Waterfall Heaw Sai Waterfall is a waterfall about 700 meters south of Heaw Suwat Waterfall. There is a 5-meter-high cliff spreading over the stream which, in the rains, has heavy water flowing on the rock surface beautifully. Traveler can walk about 700 meters from Heaw Suwat Waterfall or about 8.3 kilometers, on a pathway Kong Kaew–Heaw Suwat, from Khao Yai National Park Office. There are many interesting things along the pathway, for examples, herb and wild mushroom.

Heaw Pratoon Waterfall Heaw Pratoon Waterfall is a waterfall of Lam Takong Stream like, and two kilometers from Heaw Sai Waterfall. Traveler can walk from Heaw Suwat Waterfall or about 8 kilometers, on a pathway Kong Kaew–Heaw Suwat, from Khao Yai National Park Office. Te waterfall consists of beautiful cliff which is large and high.

Tat Manow Waterfall Manow Waterfall is a small and beautiful waterfall on the southwest part. Traveler can set off walking from the back yard of Khao Yai TAT Food Building through rain forest, which has many kinds of plant and herb interesting for studying along the pathway, about 5-6 kilometers.

Tat Ta Phu Waterfall Tard Taphu Waterfall, in the southwest part of Khao Yai National Park, is caused by Huy Raya (Raya Stream) flowing step by step on rock surface sloping down about 100 meters long. The area is suitable for camping lover. And about 10 kilometers nearby, there are grassy fields alternating with forest which is the habitat for many kinds of animal, for example, barking deer, deer, wild elephant, seladang and many kinds of bird.

Tat Ta Kong Waterfall Tard Ta Kong Waterfall is a very beautiful waterfall next from Tard Taphu Waterfall about four kilometers. Traveler can set off from the back yard of Khao Yai TAT Food Building with about 15 kilometers, or start from Khao Yai-Prachin Buri Road Km. 5.5 with about six kilometers to the waterfall.

Pha Tabak Waterfall Group Pha Tabak Waterfall Group is a group of not very small waterfalls coursed by Huy Num Sub (Num Sub Stream) which its water drops step by step with about five levels. The pathway, provided by Khao Yai National Park, to enter the area is at Km. 6.5-7, Khao Yai-Prachin Buri Road. Traveling on the pathway 500 meters, traveler can find the first waterfall called Pha Krajai Waterfall, and go further for Pha Hin Kwang Waterfall, Pha Raksai Waterfall, Pha Chompu Waterfall and Pha Tabak Waterfall, all the distance is approximately three kilometers.

Km. 30 View Point At Km. 30, Thanarat Road, traveler can enjoy seeing scenery in the north part of Khao Yai National Park which is very broad and beautiful.
Khao Khaew View Point Khao Khaew View Point (Pha Trom Jai), looks like Nok Kao Cliff in Phu Kra Daung, is a place for enjoying scenery and famous for traveler. Traveler on the location can see Rom Mountain crossing the forest very long from left to right and beautiful scenery of the dawn, in Prachin Buri Province, which has the beautifully red sunrise on the ridge of Rom Mountain.

  • Animal Observing Tower Observing Tower is a place for travelers hiding themselves for observing animals. There are two towers enable from 06.00 a.m. to 06.00 p.m. as follows
  • Nong Phug She Tower Locating near Nong Phug Shee pond which is the source of water for many kinds of animal, and walking about one kilometer from Km. 35-36 Thanarat Road, Nong Phug She Tower has vastly cogon grass field and salt lick for animal.
  • Mo Sing To Tower Locating near Mo Sing To pond which is the source of water for many kinds of animal, opposite reservoir up the hill from the headquarters and restaurants between 500 metre.

Natural Trail This trail, leading to Kong Kaeo Waterfall, includes interpretative information for those wishing to understand more about the forest they are visiting.

Hiking trail There are 6 Hiking Trails which are about 2-8 kilometers and 1-5 hours of walking. Travelers have to ask for permission from the park’s officer before taking a trip.

Trekking Trail These trails involve one to three days trekking and camping around Khao Yai. For more information, refer to ‘Khao Yai National Park Trekking Trails and Adventure activities in and around Khao Yai’ guidebook. [Ask at the parks office to purchase a copy

Birding Trail Khao Yai is one of the best birding places. These all leave from around the park headquarters. Bird watching can also be done on the sides of the road and around the old golf course.

Nang Rong Waterfall Nang Rong Waterfalls, situated in Nakhon Nayok Province, is the huge waterfalls very famous before the area has been declared a national park.

Tran Tip Waterfall They are beautiful waterfalls, near ranger station 10 (Prachanta Kham), which are suitable for playing water. Every day, there not only are many local travelers coming to enjoy and play water, but also faraway travelers especially on weekend.

Animal Observing in the park aid visitors in sighting animals at nigh, and animal watching with parks staff at night is also possible.

Contact Address Khao Yai National Park P.O. Box 9 Amphur Pak Chong Nakhorn Ratchasima Thailand 30130Tel. 0 1877 3127, 0 6092 6531, 0 3731 9002 Fax 0 4429 7406, 0 4429 7426 E-mail khaoyai_np@hotmail.com

How to go?

By Car From Bangkok, Khao Yai is less than 3 hours by car. From Phahonyothin Road the quickest way [160 km] is to turn ring at Rangsit Junction into Highway 305 [Rangsit to Nakhon Nayok]. Before arriving at Pranchinburi, switch left to Highway 33 at Naresuan Junction. Turn left on Highway 3077 which leads northwards another 41 km to the park headquarters.

By Bus from Bangkok, Buses leave the Northern Bus Terminal (Mo Chit) for Pak Chong and Nakhon Ratchasima about every half-hour. From Pak Chong and Nakhon take a songtaew [pick – up truck with two benches] to the park headquarters. It is also possible to take a bus from Mo Chit to Naresuan Junction, and then take a songtaew from there to the park headquarters.

Khao Yai National Park Accommondation Map: khaoyai.csspcb.com/maplink.html







๏~* ขนมสุดโปรดเผยนิสัย *~๏


ใครชอบขนมอะไรกันบ้าง....? ลองมาดูกันซิว่าขนมที่เราสุดโปรดปราน ทายนิสัยเราได้โดนขนาดไหน

ถ้าออกแนวเด็ก ๆ อย่างขนม เวเฟอร์ จะเป็นพวกไอเดียกระฉูด มีความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ และคิดในแนวสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย เอาใจตัวเองอยู่เหมือนกันแต่ก็รักเพื่อน จิตใจหนักแน่น เรื่องความรักไม่ค่อยหวือหวาซักเท่าไหร่ เรียบ ๆ เรื่อย ๆ แต่ก็จริงใจ

ชอบขนมปังแท่ง เป็นคนตรงไม่โลเล รักความก้าวหน้ากระตือรือร้นไปซะทุกเรื่อง จึงชอบคิดค้นและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ ค่อนข้างเกาะติดกับกระแส แฟชั่น เรื่องรักจะค่อนข้างช่างเลือกต้องดีใน สายตาถึงจะเข้าทาง ไม่ต้องเริดมาก แต่ต้องเชื่อใจ เข้าใจ เพราะจะให้ความสำคัญกับความรักมาก

ชอบขนมเยลลี่ จะมีนิสัยรักสนุกจึงติดเพื่อนเอามาก ๆ ไม่เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยแต่ก็อ่อนไหวบ้างในบางครั้ง เคารพในการตัด สินใจของผู้อื่นและไม่ชอบอวดตัว ส่วนเรื่องความรัก ไม่ใช่คนโรแมนติกนัก แต่ความจริงใจเกินร้อย

ชอบช็อกโกแลต จะค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง รักอิสระไม่ชอบให้ใครมาแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ หรือผูกมัดเกินความพอดี ไม่ชอบยึดติดกับอะไรนาน ๆ ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์และก็ไม่ชอบให้ใครมาตั้งกฎด้วย เป็นเพื่อนได้กับทุกคน แต่บางครั้งก็แอบขึ้น้อยใจเล็กน้อย ค่อนข้างจะแฟร์เรื่องความรัก เกลียดการหึงโดยไร้เหตุผล และถ้าหากเป็นแฟนกันไม่ได้ เป็นเพื่อนกันก็ดี

ชอบขนมปัง เป็นคนอินเทรนด์ สุด ๆ อะไรอินอะไรเอาต์ตอบได้เป็นฉาก ๆ เป็นพวกขาดเพื่อนไม่ได้ จะไม่เห็นคนชอบขนมปังฉายเดี่ยวอย่างเด็ดขาด ชอบเฮฮาปาร์ตี้ล้อมรอบด้วยเพื่อนฝูง บางครั้งออกจะเป็นคนขี้โวยวายไปสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นภัยทำให้ใครเดือดร้อน เรื่องความรักจะไม่ค่อยซีเรียสหรือตั้งกฎตาย ตัวว่าต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ ไม่ชอบตามติดให้รำคาญใจกันเปล่า ๆ

ถ้าชอบแบบไทย ๆ อย่างผลไม้หมักดอง จะเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว แต่ทำอะไรเป็นพัก ๆ เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ชอบสังคมและพบปะผู้อื่น ออกจะเป็นคนขี้เหงาเกลียด การอยู่คนเดียว มีอารมณ์รุนแรง โกรธง่ายและโกรธนานเสียด้วย เรื่องความรักออกจะยุ่งเหยิงไปสักหน่อย ต้องคอยสับรางไปมาไม่ใช่เพราะเจ้าชู้ แต่เป็นเพราะเป็นคนเสน่ห์เหลือเฟือต่างหาก

ชอบกินถั่ว เป็นคนไม่จริงจังกับชีวิตนัก ปล่อยขำ ๆ ไปวัน ๆ ค่อนข้างรักอิสระ และ มีโลกส่วนตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใครนัก มีความคิดโลดโผนแปลกกว่าชาวบ้านเค้า ชอบทำอะไรแผลง ๆ เอามันไว้ก่อน แต่ก็เป็นคนแฟร์ ตรงไปตรงมาไม่เสแสร้ง สำหรับเรื่องความรักก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากมายนัก คิดซะว่ามีเมื่อไหร่มันก็มาเอง ความรักของคนกินถั่วไม่ต้องเฟอร์เฟกต์ก็ได้

แต่ถ้าชอบเคี้ยวหมากฝรั่งละก็ จะเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย รักความเสี่ยงและการทำอะไรที่ท้าทาย มักจะเป็นเค้าแหกกฎอยู่เสมอ ไม่ชอบทำอะไรเหมือนคนอื่น และเป็นมั่นใจในตัวเองสูง ด้านความรักจะค่อนข้างเปิดเผย รักใครชอบใครก็จะพูด ก็จะแสดงออกมาให้เห็นกันไปเลยไม่ชอบอ้อมค้อมให้เสียเวลาซักเท่าไหร่

...จบจ้า...

เป็นไงมั่งตรงกันบ้างหรือเปล่า ส่วนของเราชอบกินช๊อกโกแล๊ตที่ซู้ด... อ่านแล้วก้อตรงนะโดยเฉพาะที่ว่า "ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์และก็ไม่ชอบให้ใครมาตั้งกฎด้วย เป็นเพื่อนได้กับทุกคน แต่บางครั้งก็แอบขึ้น้อยใจเล็กน้อย" ถูกต้องนะคร้าบบบบบ.....

Britney Named Worst Celebrity Dog Owner of 2006



โหวตบริตนีย์แย่สุด คนดังเจ้าของหมา!!

เมื่อ 19 ธ.ค.บริตนีย์ สเปียร์ส ดารานักร้องเพลงป๊อปชื่อดัง วัย 25 ปี ถูกจัดอันดับเป็นคนดังที่ดูแลสุนัขที่ตัวเองเลี้ยงแย่ที่สุดในโลก ส่วนโอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่รายการทอล์กโชว์ ได้รับการยอมรับว่าดูแลเลี้ยงสุนัขได้ดีที่สุด ทั้งนี้ จากการลงคะแนนผ่านระบบออนไลน์ ในเว็บไซต์ของ “นิวยอร์ก ด๊อก” และ “ฮอลลีวูด ด๊อก แมกกาซีน” 2 นิตยสารเกี่ยวกับสุนัขชื่อดังของสหรัฐฯ

ฮิลารี โอฮาแกน บรรณาธิการของ 2 นิตยสารดังกล่าว เปิดเผยว่า บริตนีย์เลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิวาวา 3 ตัว และจะอุ้มสุนัขไปด้วยอย่างน้อย 1 ตัว เมื่อออกจากบ้าน แต่ทันใดที่บริตนีย์ได้พบเควิน เฟเดอไลน์ อดีตสามีที่เธอกำลังฟ้องหย่าและมีลูกด้วยกัน 2 คน ก็ไม่พบว่ามีสุนัขอยู่กับเธออีกเลย นั่นทำให้ราชินีเพลงป๊อปได้รับการโหวตว่าเป็นคนดังที่เลี้ยงสุนัขได้แย่ที่สุดประจำปี 2549

ส่วนคนดังที่ครองอันดับเจ้าของสุนัขยอดแย่เมื่อปีที่แล้วคือปารีส ฮิลตัน ปีนี้ถูกเบียดไปอยู่ที่ 2 เพราะปารีสปฏิบัติต่อสุนัขของตนเองเหมือนข้าวของเครื่องประดับ ขณะที่วินฟรีย์ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัข 5 ตัว ได้รับคะแนนโหวตเป็นอันดับ 1 เหนือจอสส์ สโตน เจ้าของอันดับแรกเมื่อปีที่แล้ว.



Online vote says Spears worst dog owner

NEW YORK -- When it comes to celebrity dog-parenting skills, Oprah Winfrey is tops and Britney Spears is the world's worst, according to an online vote by readers of two dog magazines.
"Britney was the overwhelming choice" for worst celebrity dog owner for 2006, Hilary O'Hagan, editor of The New York Dog and The Hollywood Dog magazines, said in a statement.


"She once had three Chihuahuas ... and never left home without at least one of them on her arm," O'Hagan said. "As soon as she met K-Fed and had kids they (the dogs) disappeared."
Spears has filed for divorce from aspiring rapper Kevin Federline. The 25-year-old pop singer and Federline, 28, have a 1-year-old son, Sean Preston, and a 3-month-old son, Jayden James.
Paris Hilton, 2005's "worst" winner, placed second for "treating her dogs like accessories," the magazines said.

Winfrey, who owns five dogs, was voted this year's best celebrity dog owner. The talk-show host replaced 2005 winner Joss Stone, and beat off competition from Tori Spelling, Nicollette Sheridan and Beth Ostrosky, Howard Stern's girlfriend.
Voting took place online over a three-month period. Results weren't scientifically representative of the magazines' readers, and the total number of votes won't be released, O'Hagan said Monday.


On the Net:

The New York Dog magazine: http://www.thenydog.com/

The Hollywood Dog magazine: http://www.thehollywooddog.com/



Sunday, December 17, 2006

The King and the Clown (2006)


The Cast (นักแสดงนำ)

Lee Joon-ki (ลี จุนกิ) ... Kong-Ki (กองกิ)
:: ประวัติย่อ :: ลีจุนกิ เป็นเจ้าของเสน่ห์ลึกลับซึ่งยากที่จะบรรยายได้ว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาหรือหญิงสวยน่าหลงใหล คุณสมบัติที่โดดเด่นนี้อยู่ในตัวของนักแสดงวัย 25 ปี ซึ่งรับ 2 บทบาทที่แตกต่างกันคือ นักแสดงตลกช่วงราชวงศ์ Joseon ในหนังเรื่อง King and the Clown และหนุ่มเพลย์บอยในละครช่วงไพร์มไทม์เรื่อง My Girl แม้ว่าเขาจะได้รับการขนานนามว่า เป็น “ดาวรุ่งดวงใหม่” ท่ามกลางหนังและละครที่ประสบความสำเร็จ แต่ ลีจุนกิ ก็ยังลังเลกับการปล่อยให้ตัวเองได้ชื่อว่า “นักแสดง” “ผมกลัวการพูดถึงตัวเองในฐานะนักแสดง เพราะการแสดงยังคงเป็นสิ่งที่ผมต้องการเรียนรู้” ลีจุนกิ กล่าวให้สัมภาษณ์กับนิตยสารภาพยนตร์รายเดือนฉบับหนึ่ง “ผมมีความสุขที่คนเริ่มรู้จักผมในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ที่มีความสามารถ” ทั้งๆที่เขาเป็นคนถ่อมตน แต่เขาก็ยังได้รับยกย่องจากการแสดงทั้ง 2 บทบาท และได้รับการพิจารณาว่าเป็นนักแสดงที่จะต้องประสบความสำเร็จ ในเรื่อง King and the Clown ซึ่งกวาดผู้ชมมากกว่า 1 ล้านคน ภายในสัปดาห์แรกที่เปิดตัวออกฉาย เขาประสบความ สำเร็จในการถ่ายทอดความสับสนทางเพศในบทของนักแสดงตลกหน้าสวยแต่เต็มไปด้วยความเศร้า นักแสดงตลก กองกิ เป็นตัวละครแปลกซึ่งไม่ยอมเปิดเผยความทะเยอะทะยานหรือความรู้สึกของเขาเหมือนกับตัวละครตัวอื่นๆในหนัง ซึ่งขึ้นจอด้วยแรงปรารถนาอันซับซ้อน นักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายคนบอกว่า ลีจุนกิ ให้ช่องว่างกับคนดูได้หายใจ แล้วคิดถึงตัวเองขณะที่เรื่องราวของตัวละครตัวอื่นๆถูกเปิดเผยอย่างรวดเร็ว เขาเปลี่ยนตัว กองกิไปสู่ตัวละครที่ลึกลับและสุภาพได้อย่างชาญฉลาด “ผมรู้สึกซึมซับเข้าตัวละครอย่างมากซะจนกระทั่งผมมีชีวิตอยู่แบบ กองกิ ตลอดเวลา” จุนกิ กล่าว “ผมรู้สึกเหมือนว่าผมได้เรียนรู้ความหมายของชีวิตผ่านตัวละคร” แต่เขาก็ยังรับบทเพลย์บอยในละคร เรื่อง My Girl ซึ่งปัจจุบันได้รับเรตติ้งจากผู้ชมมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เขารับบท จองวู หนุ่มเพลย์บอยผู้ไม่เคยมอบหัวใจให้กับหญิงคนใด แต่กลับตกหลุมรักฮีโร่สาวซึ่งบังเอิญชอบเพื่อนซี้ของเขาอยู่ ท่ามกลางความโรแมนติกอันยุ่งเหยิง ลีจุนกิได้เปลี่ยนให้ จองวู ไปสู่หนุ่มโรแมนติกเจ้าเสน่ห์ด้วยดวงตาแสนเศร้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเขา ทักษะการแสดงของเขาพัฒนาตั้งแต่เขาเริ่มฝันถึงการเป็นนักแสดงตอนสมัยเรียนไฮสคูล เขาขัดแย้งกับพ่อแม่อย่างแรงเพราะพวกเขาคัดค้านลูกชายไม่ให้เลือกอาชีพที่ไม่มั่นคง เขาจึงหนีออกจากบ้านหลังจากเรียนจบไฮสคูล และย้ายไปกรุงโซล เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองต้องเข้าคอร์สเพื่อเรียนการแสดง เขาเลยทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวันทำงานพาร์ทไทม์หลายๆงาน เพื่อหาเงินเข้าเรียนในสถาบันศิลปะกรุงโซลวิชาเอกด้านการสร้างภาพยนตร์ เขาเคยปรากฏตัวในโฆษณาทางทีวีเมื่อปี 2001 และเริ่มต้นอาชีพการแสดงด้วยหนังเรื่อง Hotel Venus (2004) ผลงานการสร้างร่วมกันระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น ด้วยใจที่หมายมั่นในการเป็น “นักแสดงตัวจริง” เขาได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้
ปี 2006 ถือเป็นปีจอตามจักรราศีของจีน มีความหมายพิเศษสำหรับนักแสดงผู้ทะเยอทะยานซึ่งบังเอิญเกิดในปี 1982 ซึ่งก็เป็นปีจอ แต่การทำงานอย่างหนักยังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะ ลีจุนกิ ต้องขยายขอบเขตการแสดงของเขาให้กว้างออกไป และสลัดคราบภาพลักษณ์เหมือนผู้หญิงในตัวเขาออกไป

Kam Woo-seong (คัม วู-ซัง) ... Jang – Sang (จางซัง)
:: ประวัติย่อ :: บ่อยครั้งที่ได้ยินนักแสดงพูดว่าผลงานเรื่องต่อไปของพวกเขาเป็นหนังที่ดีที่สุดในอาชีพการแสดง ซึ่งเป็นวลีที่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ฟังเหมือนถ้อยคำโบราณ แต่เมื่อคำพูดนี้มาจากปากของนักแสดงอย่าง คัม วูซุง คุณอาจจะต้องเชื่อเขา
คัมวูซุง มีความคิดในอาชีพการแสดงเมื่อ 15 ปีก่อน เป็นจอมเลือกบทการแสดง ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวเองดีว่าเขาทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้ เขาทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้ดีที่สุดเมื่อเขาสวมบทบาท เขาเริ่มต้นการแสดงในละครทางทีวีปี 1990 เรื่อง Paradise Of Our Own โดยรับบทชายชนชั้นสูงจนถึงกลางพร้อมภาพพจน์ที่ใจดีและนุ่มนวลในซีรีส์ทางทีวีอีกหลายเรื่อง แต่หลังจากเขาแสดงในหนังเรื่องแรกที่ชื่อ Marriage Is A Crazy Thing ในปี 2001 โดยรับบทชายแสนฉลาด แต่ไม่เห็นด้วยกับระบบการแต่งงานในสังคม และมองหาการเดทแบบอิสระ เขาได้เริ่มต้นการรับบทบาทต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เขาเคยรับบทตัวละครหลายตัว เช่น ชายที่ติดในเหตุการณ์ที่น่าปวดหัวในหนังสยองขวัญปี 2003 เรื่อง Spider Forest, บทหัวหน้าฝูงบินเกาหลีใต้ในเวียดนามซึ่งสืบสวนการหายตัวไปของทหาร 18 นายในหนังทริลเลอร์ เรื่อง R-Point และรับบทชายหนุ่มซึ่งพยายามหลอกพ่อเพื่อให้ได้รับสมบัติจากเขาในหนังตลกที่จะออกฉายปีนี้เรื่อง A Bold Family – Super Fammily หลังจากหลายปีของการผจญภัยรับบทต่างๆนาๆ ในที่สุด คัม ก็สามารถแสดงในหนังเรื่อง King And The Clown โดยเขาบอกว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนในอาชีพการแสดงภาพยนตร์ 15 ปีของเขา เขารู้ดีว่าบทบาทมีอยู่จำกัดสำหรับนักแสดงในวัย 40 และ 50 ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ท้องถิ่น นักแสดงวัย 35 ปีอย่างเขากลัวว่าตัวเองจะไม่มีเวลาในการเสี่ยงซึ่งเขาพบว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้า “เหมือนกับว่าตอนนี้ผมกำลังไต่อยู่บนเชือกที่ขึงตึง คุณไม่รู้ว่าตัวเองจะตกลงมาเมื่อไหร่” คัม พูดกับหนังสือสปอร์ต แฮนคุ๊ค หนังสือกีฬาและบันเทิงรายวัน
แต่นักแสดงที่ชอบการผจญภัยคนนี้อาจจะแสดงให้เห็นอีกด้านของเขา เพราะเขาวางแผนที่จะเริ่มการวาดภาพ ปีหน้า หลังจากแต่งงานกับนักแสดงสาว Kang Min-a ซึ่งเขาออกเดทมากว่า 15 ปี เขาวางแผนสร้างเวิร์คช็อปในบ้านของเขา ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย เขาเรียนการวาดภาพเป็นวิชาเอก “ตอนนี้ผมอยากวาดรูป ผมฝันถึงการจัดนิทรรศการของตัวเองในอีก 3-4 ปี”คัม กล่าว

Jeong Jin-yeong (จุง จินยอง) ... King Yong-Sun (กษัตริย์ยองซัน)

Kang Seong-yeon (คัน ซุงยอง) ... Chang Nok Su (ชางนอกซุ)

เนื้อเรื่องย่อ
จางซัง (คัมวูซุง) และ กองกิ (ลีจุนกิ) เป็นเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนแท้ ทั้งคู่อาศัยอยู่กับคณะละครเร่
ในปี 1500 ช่วงราชวงศ์โจซุน ด้วยความโกรธที่ กองกิ มักถูกขายร่างกายให้ขุนนางชั้นสูง จางซัง จึงชวน กองกิ หนีไปกรุงโซลเพื่อแสดงละครเร่ การแสดงชุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การแสดงตลกล้อเลียนกษัตริย์ยองซัน (จุงจินยอง) ทำให้ได้เงินมากมาย จนในที่สุดก็ถูกจับในข้อหาลบหลู่เบื้องสูง นักแสดงทั้งหมดถูกลงโทษ “ประหารชีวิต” เว้นแต่หากสามารถทำให้กษัตริย์ยองซันหัวเราะออกมาได้ถึงจะรอดชีวิต เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์สมาชิกทั้งหมดกลับไม่กล้าแสดง เว้นแต่ กองกิ ที่แสดงบทบาทหญิงสาวได้อย่างสนุกและแสนขบขัน ทำให้กษัตริย์ยองซันถูกพระทัยและทรงพระสรวลออกมา พร้อมเอ่ยปากให้รับเข้ามาเป็น “ตลกหลวง” ในพระราชวัง กองกิ กลายเป็นคนโปรดของกษัตริย์ และถูกเรียกพบเป็นการส่วนตัวทุกคืน
ในขณะที่การแสดงหน้าพระที่นั่งเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อกษัตริย์ยองซัน เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้และต้องฆ่าคนทุกครั้งที่ดูละครตอนสำคัญเกี่ยวกับการเผยปมการตายที่แท้จริงแห่งมารดาของพระองค์ ความเจ็บปวดจากความจริงทวีความรุนแรงโดยสะท้อนผ่านละครทำให้ กษัตริย์ยองซัน เสียการควบคุมตัวเอง ลงมือฆ่านางสนม 2 คนซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้จางซังตัดสินใจจะออกจากพระราชวัง แต่ กองกิ กลับอยากอยู่ต่อ เพราะรู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจในตัวกษัตริย์ยองซัน “ความรัก-โลภ-เกลียด-หลง” บทบาทเวทีชีวิตของ “กษัตริย์ยองซัน-กองกิ-จางซัง” ยังไม่ปิดฉากลง “โศกนาฏกรรมชีวิต” ที่พวกเขาเป็นผู้เลือกแสดงเอง กำลังรอคอยพวกเขาอยู่!!!

Reviews
The success of The King and the Clown is unprecedented in Korean film history. A modest film rather than a hyped-up studio blockbuster, a period drama with no known star actors, it was released at the end of 2005 and unexpectedly became the highest grossing film in Korean cinema history. The popular success of the film has been followed with wins in all the major categories at the Korean cinema awards, leaving the film with rather a lot to live up to on its DVD release. Set in the early 16th Century, the story takes place during the reign of one of Korea’s twenty-seven Kings during the 500 year span of its legendary Chosun Dynasty - the notorious King Yeon. Jang-seng (Gam Woo-seong) and Gong-gil (Lee Jun-gi) are street entertainers – actors, minstrels and acrobats who work for a team of travelling players, performing stunts and bawdy skits for villagers as they travel across the country. However, the manager of the troupe finds that he is able to make more money in selling the charms of the female impersonator Gong-gil to the rarefied tastes of the Korean nobles, who are attracted to the ambiguous sexuality of the young man.

Jang-seng has had enough of this abuse of his friend, and together they escape from the troupe to make their fortunes in the capital. Arriving in Seoul however, they find that the previous King has reduced the opportunities for performers, seeing them as vagrants or beggars and having most of them run out of the city. Combining forces with another group of entertainers they meet, Jang-seng has a new idea for a show that will make them famous – a risqué sketch mocking the King’s current Royal Consort, Nok-su (Kang Sung-Yeon), a once notorious courtesan. Not unexpectedly, they find themselves arrested for treason and about to be flogged for their audacity, but manage to convince the authorities to allow them to put on the performance before the King, to let him decide himself whether it is funny or not. The King’s advisor Cheo-seon (Jang Hang-Seon) agrees – if the King laughs they will be released, but if he is displeased heads will roll. But Cheo-seon has an ulterior motive and, as the minstrels nervously perform their treasonable show, the King (Jeong Jin-yeong) does not look amused…

The King and the Clown, as the above description might indicate, is not particularly original in its storyline. It’s the old story of the King and his Jester, the minstrel who speaks the truth that others dare not, Jang-seng and Gong-gil revealing to the King not only how his subjects view him, but gradually opening his eyes to the corruption of his Ministers and the scheming within his Royal Court. One major revelation about his parents during the performance of a Chinese Opera in front of the Queen Mother even recalls the travelling players drama in Shakespeare’s ‘Hamlet’, the performance having a similarly violent denouement, while the opera itself and the course of the friendship of the two performers - their success caught up in the political machinations of the period - follows to a large degree the trajectory of the Chinese Opera singers in Chen Kaige’s Farewell My Concubine. What the film most successfully achieves however, particularly through its own very nature as a colourful popular entertainment, is the power of art and drama to express emotions and communicate with audiences important messages about life, love and politics. Abruptly changing tone in the second half however, the film questions how a person armed with powerful and privileged knowledge should wield such information. Does one have a duty to make such knowledge public, or is it better to allow the people to remain “blind” to what is happening behind closed doors? It’s a small-scale theme for a relatively small-scale film, one that has no pretensions towards the epic grandeur that the period and the enormous box-office of success of the film might indicate, but the manner in which it presents this central question, and handles the abrupt changes of tone, is compelling. Simply put, the film makes the very best of its modest storyline, plot development and characterisation in a workmanlike fashion that has little flair, but makes the most of its strengths, which are the not overly ambitious theme of the solid storyline, the colour of the period and outstanding performances from the cast of clowns and acrobats. (It’s aided in many of these respects for English viewers with an excellent English subtitle translation, which captures the tone of the period as well as the rhyming and bawdiness of the dialogue superbly). The King and the Clown is all about entertainment and entertain is just what the film does.

The unexpected success of The King and the Clown, becoming the highest grossing film of all time in Korea, has surprised many people – the period drama, particularly one that has homosexual references - not traditionally being a genre that attracts the younger audience that is necessary to compete with Hollywood blockbusters that usually dominate Korean cinema screens. It has had many critics and Korean journalists (and no doubt studio executives) seeking to find a pattern in film viewing trends and searching for sociological changes in the make-up of the viewing public. It seems a lot simpler to me than that. I’ve said it before in my review of Memories of Murder and it still holds true – Korea is making the best, popular genre films in the world today, and The King and the Clown is the best in its field, taking on the strengths of solid traditional Hollywood cinematic storytelling, giving it a fresh and uniquely Korean twist and beating the increasingly formulaic, sequel and TV-remake reliant US blockbusters at their own game. For two hours the superbly paced The King and the Clown is utterly gripping and as pure an entertainment as you are likely to see – mixing comedy and tragedy, action and adventure, drama and political intrigue into a moving story of an unusual friendship, never faltering and never failing to convince.

Official Site (เว็บไซต)์: http://www.kingsman.co.kr/

Thursday, December 14, 2006

My Girl




My Girl : โบราณว่าไว้ "โกหกตกนรก" แต่ถ้าตกนรกแล้วได้ใกล้ชิดกับหนุ่มในฝันอย่างนี้ ให้หมกไหม้แค่ไหนก็ยอม

ช่วงนี้กระแสซีรี่ส์เกาหลีเข้ามาระบาดในหมู่หนุ่มสาวชาวไทยเป็นว่าเล่น วันนี้จึงขอนำเสนอซีรี่ส์เกาหลีน่าสนใจเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เข้าฉายในฟรีทีวีบ้านเรามาแนะนำแก่เหล่าสาวกกิมจิให้สมใจอยาก ด้วยพล็อตเรื่องที่ดำเนินไปอย่างแนบเนียนและไม่ลืมที่จะสอดแทรกรายละเอียดกุ๊กกิ๊กน่ารักระหว่างพระนาง นั่นยิ่งทำให้พวกเราไม่สามารถห้ามใจที่จะไม่ติดตามชมตอนต่อไป "My Girl" ผลงานน่ารักน่าหยิกที่แม้แต่อากงอาม่านั่งดูก็ยังต้องอมยิ้ม

นักแสดงนำ

ลีดองวุค รับบทเป็น โซลกองชาน

อีดาเฮ รับบทเป็น จูยูริน

ลีีจุนกิ รับบทเป็น โชจองวู

ปาร์คซียอน รับบทเป็น คิมแซยูน

The Cast


Lee Dong Wook is Seol Gong Chan

Lee Da Hae is Joo Yoo Rin

Lee Jun Ki is Seo Jung Woo

Park Si Yeon – Ki Si Yeon

เรื่องย่อ:จูยูริน เด็กสาวยากจนที่มีความสามารถพิเศษในการเอาตัวรอดเป็นเลิศ เพราะต้องหนีเจ้าหนี้ของพ่อที่ไล่ตามทวงเงินจนจับพลัดจับผลูได้รู้จักกับ โซลกองชาน เศรษฐีหนุ่มเจ้าของโรงแรมผู้ชาญฉลาดที่เกาะเชจู ในตอนนั้นจูยูรินไม่มีที่ไปและต้องการหนีเจ้าหนี้ของพ่อ จึงแอบเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านพักร้อนของโซลกองชาน เมื่อถูกโซลกองชานจับได้ก็พยายามใช้วิชาแต่งเรื่องเพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่สามารถหลอกโซลกองชานได้ ระหว่างนั้นยูรินก็ได้บังเอิญรู้จักกับโชจองวู เศรษฐีเพลย์บอยที่บังเอิญเป็นเพื่อนสนิทของโซลกองชาน โชจองวูประทับใจในความตรงไปตรงมาและความร่าเริงของจูยูรินตั้งแต่แรกพบในขณะเดียวกันคุณปู่ที่กำลังป่วยหนักของโซลกองชานต้องการพบกับหลานสาวที่หายไปในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นก่อนตาย โซลกองชานจึงต้องพยายามสืบหาน้องสาวที่หายไปแต่ก็ยังหาไม่เจอ สุดท้ายจึงวางแผนให้จูยูรินปลอมตัวมาเป็นญาติผู้น้องในระหว่างที่ยังหาหลานสาวตัวจริงไม่พบ ถึงแม้โซลกองชานจะเกลียดการโกหกเป็นที่สุด แต่เพื่อคุณปู่เขาก็ต้องยอมทำ ตอนแรกจูยูรินก็ปฏิเสธแต่เมื่อได้เห็นสภาพของคุณปู่จึงใจอ่อน จูยูรินเข้าไปอยู่ในบ้านของโซลกองชานในเมืองโซลในฐานะหลานสาวของคุณปู่ประธานกลุ่มโรงแรมชื่อดัง ด้วยความใกล้ชิดจูยูรินจึงตกหลุมรักโซลกองชานในที่สุด แต่แล้ว คิมแซยูน คนรักเก่าของโซลกองชานที่เป็นนักเทนนิสสาวชื่อดังก็กลับมาจากต่างประเทศ หลังจากที่ทิ้งโซลกองชานไป ๒ ปีเพื่อทำตามฝันของตน คิมแซยูนยังไม่สามารถลืมโซลกองชานได้ จึงกลับมาตามง้อโซลกองชาน และกลับไปคบกันในที่สุด การตามหาหลานสาวตัวจริงยังคงดำเนินต่อไประหว่างนั้น หลักฐานชิ้นเดียวที่จะตามหาหลานสาวตัวจริงได้ก็คือรูปถ่ายของเธอกับครอบครัว และพ่อลูกชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ด้วยในญี่ปุ่นเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งก็คือพ่อของจูยูรินและตัวเธอนั่นเอง หลังจากที่จูยูรินได้เข้าไปอยู่ในบ้านของโซลกองชาน ก็เข้ากับครอบครัวของโซลกองชานได้เป็นอย่างดี และเป็นน้องสาวที่ดีของโซลกองชาน ความน่ารักและเสน่ห์ของจูยูรินก็ทำให้โซลกองชานก็เริ่มรักจูยูรินขึ้นมาเหมือนกัน แต่เขาก็ยังปฏิเสธตัวเองอยู่เพราะฐานะพี่น้อง และเพราะกำลังคบกับคิมแซยูนอยู่ โชจองวูที่ประทับใจยูรินตั้งแต่แรกพบก็ยังคงมาหายูรินเสมอ แล้วเขาก็รู้เรื่องที่โซลกองชานจ้างยูรินมาเป็นหลานสาวตัวปลอมเข้าโดยบังเอิญ แต่เขาก็ไม่บอกกับโซลกองชาน เพราะต้องการถือไพ่เหนือโซลกองชานในการจีบยูริน ทั้งๆที่ตัวเขาเองก็ทราบดีว่ายูรินรักโซลกองชานเมื่อความรักประดังเข้ามาจนมิอาจหักห้ามใจตัวเองได้ โซลกองชานจึงยุติความสัมพันธ์กับคิมแซยูน และยอมรับว่าตัวเองก็รักจูยูรินเช่นกัน แต่แล้วเมื่อพบหลักฐานว่า น้องสาวที่ตามหาอยู่ได้ตายไปแล้วในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้น นั่นก็หมายความว่าจูยูรินอาจจะต้องรับบทญาติผู้น้องของเขาตลอดไป แต่ต่อมาเมื่อทั้งสองเปิดใจต่อกันจึงตกลงกันว่าให้จูยูรินไปรอโซลกองชานที่ที่เกาะเชจู และโซลกองชานจะเป็นผู้สารภาพเรื่องทั้งหมดกับทุกคน รอเวลาที่ทุกคนให้อภัยทั้งคู่แล้ว โซลกองชานก็จะตามไปหาจูยูริน แต่แผนการสารภาพผิดของทั้งสองก็ไม่สามารถลุล่วงไปได้ เพราะพ่อของจูยูริน ผู้ชายคนเดียวในภาพที่รู้ว่าหลานสาวตัวจริงยังมีชีวิตอยู่ รู้ข่าวที่เศรษฐีเจ้าของโรงแรมชื่อดังกำลังตามหาญาติผู้น้องที่หายไป จึงตั้งใจที่จะพาหลานสาวกลับมาพบกับคุณปู่และรับรางวัล แต่ดันบอกเรื่องนี้ให้กับคิมแซยูนด้วยเข้าใจว่าเป็นคนรักของโซลกองชาน คิมแซยูนไม่พอใจที่โซลกองชานทิ้งตนไปหาผู้หญิงจอมหลอกลวงอย่างจูยูริน จึงนำเรื่องนี้ไปบอกคุณปู่ เมื่อคุณปู่รู้เข้าก็โกรธมาก จูยูรินที่รู้สึกผิดเพราะโกหกอยู่แล้วก็เสียใจอย่างมากจึงยอมรับคำสั่งของคุณปู่แต่โดยดี และหายตัวไปจากชีวิตของโซลกองชานเรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นไร คุณปู่จะยอมให้อภัยทั้งคู่หรือไม่ และทั้งสองจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันหรือไม่ ก็ต้องไปติดตามชมใน My Girl กันเองนะคะ

Synopsis: Joo Yoorin (Lee Da Hae) is a tour guide in a small company in charge of running mini tours in the Jeju Island of South Korea. Her father is a gambling addict, but despite all the debts that he runs up, Yoorin always finds a way to help repay them. She leads a below-average life but is happy as long as she has her dad around her. Because of her father's gambling ways, she has had to move from country to country whenever her father runs from one place to another to avoid their debtors. This has in turn brought her the ability to converse fluently in Chinese and Japanese, which are of great help as a tour guide whenever she has to entertain tourists from China and Japan.

Seol Gongchan (Lee Dong Wook) is the only heir of the owner of L'Avenuel Hotel, which is one of the top hotels in Korea. His grandfather, Seol Woong, charges him with the duty of finding his granddaughter, who is also Gongchan's cousin. Seol Woong had disowned his own daughter, Gongchan's aunt, when she decided to marry a man not of his choice. However, when Seol Woong had a change of heart and wished to accept his daughter back, an earthquake struck where his daughter lived, and since then, he has lost all contact with his kin and perhaps the chance to make amends for his own stubbornness, to take care of his granddaughter and hopefully make things right.

Kim Seohyun (Park Si Yeon) is the girlfriend of Seol Gongchan. A rising star in the tennis world, she returns to Korea to look for Gongchan as she cannot forget him.
Seo Jung Woong (Lee Jun Ki) is the son of one of the main shareholders of L'Avenuel Hotel and also the best friend of Seol Gongchan. Unlike Gongchan who is responsible and hardworking, Jung Woong is a flirt who is known to have many girlfriends.

The story starts with Yoorin rushing to the airport. She is helping her friend delay a flight so that the tourists of her friend will not miss their flight. Out of ideas, she plays a damsel in distress, who is apparently mourning her impending death and her dying wish to see her boyfriend who is apparently on the flight. And so after much crying and the entire airport empathizing with her, she gets to get on board the plane to look for her boyfriend who never really existed. As she walks, she realizes she cannot find anyone and pretends to faint. Alas, she faints beside the seat of our male lead, Seol Gongchan, who knows a liar when he sees one. Although their first encounter is weird, it doesn't leave much of an impression in each other's mind.

Later, however, when Gongchan has to entertain a bunch of Chinese visitors and realizes he has no translator, he engages the services of Yoorin coincidentally and through Yoorin, his potential Chinese investors have a great time at the L'Avenuel Hotel branch in Jeju, and Yoorin has much credit to claim for it.

After a series of comical events including Yoorin staying at his hotel lodge without paying, and Yoorin selling his hotel fruityard's oranges to make a small profit (to clear her father's debts again), Gongchan's impression of Yoorin is one of a cheat and he would want to do anything to distance himself from her.

But then word from mainland Korea is that his grandfather is dying and at his bedside, Seol Woong, through his respirator, can only meekly repeat that he must not and cannot die until he sees his granddaughter again.

Driven by desperation and his love for his grandfather, Gongchan will do anything to ease his burden. When pointed out by his secretary that Yoorin bears a resemblance to his aunt, Gongchan hatches a plan to pass off Yoorin as his grandfather's long-lost granddaughter whilst he carries on searching for the real one.

Yoorin, who is desperate for money to repay her father's debt, is unwilling to do the job as it involves lying to a dying man, something that she staunchly refuses to do. But when Seol Gongchan desperately begs her and she realizes she is somewhat indebted to him for not bringing her to the police after her little business in his hotel, she caves in and pretends to the long-lost granddaughter.

And so things seem to be going well, with the search for Gongchan's long-lost cousin making progress and perhaps more importantly, the improvement of Gongchan's grandfather's conditions thanks to Yoorin. As Yoorin spends more time with Gongchan's family, she gets showered with the love she never received as a child and finds herself drawn to Gongchan. She finds herself changing from the liar that she once was to a person who tries to tell the truth when she can. But she knows all too well that her one-sided love will never materialize as the difference in social status between Gongchan and herself is too big.

But unknown to her, Gongchan is also slowly being drawn to her...

MyExplorer Review:
หลังจากได้มีโอกาสชมซีรี่ส์เรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้วบอกได้คำเดียวว่า ‘สนุกมากๆ’ น่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง ตัวเองเนี่ยใช้เวลาในการดูเพียง 2 วันคือเสาร์และอาทิตย์เต็มๆ ไม่ทำมาหากินอะไรเลย เนื้อเรื่องจะออกแนวตลกสุนกสนาน ดูไปจะนึกว่าเอาเรื่อง Full House กะ Kim Sam Soon มารวมกันซะอีก คือแนวว่านางเอกมีเหตุจำเป็นหรือโชคชะตาลิขิตให้มาได้รับความช่วยเหลือจากพระเอกไรประมาณนั้นนะ แล้วก้อตรงที่นางรองเนี่ยเป็นแฟนเก่าพระเอกอยู่ดีๆก้อหายไปแล้วก้อกลับมาขอคืนดีแต่พระเอกแบบเจ็บแล้วจำไง แต่ก้อใจอ่อนทีหลัง เหมือน Kim Sam Soon ตรงนี้แหละส่วนที่ว่าไม่เหมือนคงเป็นตรงทครอบครัวพระเอกกำลังตามหาญาติที่หายไปเท่านั้นแหละ แต่รวมๆ แล้วสนุก น่ารัก สุดๆ แต่ตอนเศร้าเนี่ยเศร้าได้อารมณ์มากถึงกับร้องไห้ตามตั้งหลายตอนเยอะกว่าทุกเรื่องที่ดูเลยนะนี่ แต่พอดูจบแล้วคลั่งมากมาย เซิทหาข้อมูลรูปภาพและเพลงประกอประครเป็นการใหญ่ เพราะเรื่องนี้เนี่ยรวบรวมนักแสดงหน้าตาดีและอ่อนๆ ไว้มากมายดูแล้วกระชุ่มกระชวยสุดๆ นางเอกก้อหุ่นดี แต่งตัวน่ารักทั้งเรื่อง ชอบแฟชั่นเกาหลีก้อตรงนี้นี่แหละ เอาเป็นว่า้ถ้าเพื่อนๆ อยากจะหามาดูก่อนที่ทางฟรีทีวีจะเอามาฉายก็ติดต่อเข้ามาได้นะคะ รับหาให้คะ ทั้งซีดี 16แผ่น และ ดีวีดี 3 แผ่นจบเลยคะ รายละเอียดอีเมลมาถามเป็นการส่วนตัวได้นะคะ ^_^

Review after the drama
"My Girl" is a SBS production that spans 16 episodes. Funny as it sounds, I'm beginning to like the idea of Korean dramas lasting only 16 episodes. I mean, I've reviewed "Full House" and "My Name is Kim Sam Soon", all of which lasted only 16 episodes but left me feeling all great and happy after watching it.

"My Girl" is unique in many ways in which it isn't a completely melodramatic drama, nor is it an out and out comedy. I laughed a lot more than I cried watching this drama and my god, I kept my tissues at bay until the last 3 episodes because the first thirteen were seriously physiotherapy for my stomach muscles.I lost count of the number of times I burst out laughing.

My most memorable moment was when Gong Chan brought Yoo Rin to the hospital to see the Grandpa at his "death bed", and both cried uncontrollably when they thought that Grandpa had passed away. However, during this very sad moment, Yoo Rin asked an innocent qn:"should that machine display a straight line and gives a beeeeeeppppp sound if the person is dead?" and Gong Chan realised that his grandfather just fell asleep and was sooooo embarassed.It totally knocked me off my chair.

Bonus Sound Tracks (OST. My girl)

01. chum boo tuh - Yun Woo

02. Never Say Goodbye - Mario & Nesty

03. suh reun bun jjeum - KYO

04. Alone - Lim Jae Wan

05. sang uh reul sarang han in uh - Jo Kwan Woo

06. neul - Tree Bicycle

07. My Girl - Park Yong Suk

08. sarang eun him deun ga bwa - Lee Ji Soo

09. Alone (Female Ver.) - Kara

10. sang uh reul sarang han in uh (Female Ver.) - Park Hee Kyung

11. Happy Happy - Song Bo Ram

12. sarang ee shim shim hae suh - K2

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374586.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374587.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374588.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374589.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374590.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374591.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374592.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374593.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374594.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374595.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374596.mp3

http://211.176.63.196:8080/2/HIGH_MP3/374/374597.mp3

Royal Flora Expo Thailand 2006






I thinks this must be the Thai biggest exhibition in the year 2006 because over 30 countries all around the world are expected to participate in ‘Gardens for the King’. "The International Gardens will feature unique or innovative landscaping and horticultural highlights from the participant’s homeland."

I planed to visit the expo in January 2007 which is nearly close but I do hope that flowers will remains fresh and beautiful until that time. But if you want to go to the expo, here is the small information that I acquired and hope it will be useful for you guys.

Fast Facts

Hosted by: Royal Thai Government

Venue: Royal Agricultural Research Center, Chiang Mai, Thailand Duration: 1 November 2006 – 31 January 2007

Site Area: 80 hectares/ 7200 m-walking track

Exhibition Zones:

  • Gardens for the King The outdoor landscape exhibition area consists of 30 international gardens and 80 domestic gardens. Each garden has a site area of 500sqm. Foreign and national exhibitors are invited to express respect for HM the King or highlight historic links between His Majesty’s royal activities through demonstration of the arts of garden, blooms and blossoms, literature, tradition and cultural performances.

  • Thai Tropical Garden World of Tropical Plants & Flowers Designed by Thailand’s famous landscaper, this is a state-of-the-art garden showcase of Thailand’s plants and flowers. It is supposed to be the most comprehensive collection of tropical horticultural species, fruit plants, flowers, orchids, herbs and greenery. The Royal Pavilion (Haw Kham in Thai), and grand amphitheatre are located in this zone.

  • Expo Plaza This is the center point of the exposition activities, amenities and services. The plaza embraces the indoor exhibition hall, which is used basically for specialized exhibition, competition, conference, workshop and seminar. There will be covered and uncovered marketplace for plants and flowers, souvenirs and traditional handicrafts

Scope of Exhibition: All kinds of flowers and horticulture as well as horticulture-related techniques, supplies and trade.

For more information please go: http://www.royalfloraexpo.com/